ทุกปีเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดู ร่างกายของฉันก็มักจะแสดงอาการเหมือนเพื่อนเก่าที่เอาแต่ใจ เริ่มจากคอแห้งระคายเคือง ตามมาด้วยการนอนหลับไม่สนิท และสุดท้ายอารมณ์ก็พลอยหม่นหมองตามไปด้วย เมื่อก่อนฉันมักจะรีบหาวิธีรักษา แต่ภายหลังฉันกลับพบว่า แทนที่จะรีบหาทางรักษา ลองถามร่างกายดูก่อนว่า: คุณพร้อมที่จะต้อนรับฤดูกาลนี้แล้วหรือยัง?
อาการไอครั้งหนึ่ง ทำให้ฉันเข้าใจ ‘การดูแลสุขภาพตามฤดูกาล’ ใหม่
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ฉันเป็นไข้หวัดเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับลากยาวไปครึ่งเดือน อาการไอไม่ยอมหาย เพื่อนแนะนำให้ฉันไปพบแพทย์แผนจีนอาวุโสท่านหนึ่ง ท่านไม่ได้รีบจ่ายยา แต่กลับถามฉันว่า: “ช่วงนี้คุณนอนกี่โมง? ตื่นกี่โมง?” ฉันอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า: “เคยชินกับการนอนดึก ตื่นสายตามสบายครับ/ค่ะ” ท่านยิ้มแล้วกล่าวว่า: “ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูแห่งการเก็บกัก แต่คุณยังคงใช้ชีวิตแบบฤดูร้อน ร่างกายก็ย่อมต้องประท้วงเป็นธรรมดา”
ในตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักว่า แท้จริงแล้ว “การดูแลสุขภาพตามฤดูกาล” (การดูแลสุขภาพตามฤดูกาล) ไม่ใช่ทฤษฎีการดูแลสุขภาพที่ซับซ้อน แต่เป็นสามัญสำนึกในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายที่สุด — ฤดูใบไม้ผลิควรส่งเสริมการเจริญเติบโต ฤดูร้อนควรแสดงออกอย่างเต็มที่ ฤดูใบไม้ร่วงควรเก็บกัก และฤดูหนาวควรสะสมพลังงาน มันเหมือนกับการปรับนาฬิกาให้ร่างกาย ให้มันสอดคล้องกับจังหวะของฤดูกาล
เริ่มต้นที่ ‘ตัวฉัน’ สัปดาห์แห่งการปรับเปลี่ยนกิจวัตร
ฉันตัดสินใจลองทำดู ในสัปดาห์นั้น ฉันบังคับตัวเองให้วางโทรศัพท์ก่อนห้าทุ่ม และตื่นนอนตอนเจ็ดโมงเช้า แม้จะนอนไม่หลับก็พยายามนอนอยู่บนเตียง สิ่งมหัศจรรย์คือ ตั้งแต่วันที่สามเป็นต้นไป กลางวันฉันไม่รู้สึกง่วงซึมอีกต่อไป อาการไอก็ลดลงเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ฉันพบว่าตัวเองไม่หงุดหงิดง่ายเหมือนเมื่อก่อน แม้แต่ผิวพรรณก็ดูสดใสขึ้น
ฉันจึงเข้าใจว่า การดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การกินอาหารเสริม แต่คือการจัดวางร่างกายให้อยู่ในจังหวะที่ถูกต้อง เหมือนกับการทำนา คุณต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหว่าน เมื่อไหร่ควรเก็บเกี่ยว มนุษย์ก็เช่นกัน ร่างกายของเรามี “จังหวะของร่างกาย” (จังหวะของร่างกาย) เป็นของตัวเอง เมื่อดำเนินไปตามฤดูกาล ร่างกายก็จะไหลลื่น แต่หากฝืน ร่างกายก็จะติดขัด
การเปลี่ยนฤดูไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นการเตือนใจ
ตอนนี้ ทุกครั้งที่เปลี่ยนฤดู ฉันจะทำพิธีกรรมเล็กๆ น้อยๆ: แช่เท้าก่อนนอนจนเหงื่อซึมเล็กน้อย จากนั้นดื่มน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว แล้วส่องกระจกพูดกับร่างกายว่า: “ขอบคุณที่ทำงานหนัก เราจะค่อยๆ ไปด้วยกันนะ” ฟังดูอาจจะแปลกๆ แต่ได้ผลจริง เพราะเมื่อคุณเริ่มใส่ใจความรู้สึกของร่างกาย ร่างกายก็จะตอบสนองคุณได้ดีที่สุด
แท้จริงแล้ว การเปลี่ยนฤดูไม่ใช่ให้เราป้องกันมัน แต่เป็นการเตือนใจเราว่า: ชีวิตสามารถช้าลงได้บ้าง เหมือนธรรมชาติที่มีการผ่อนคลายและตึงเครียด ฤดูใบไม้ผลิควรตื่นเช้า ฤดูร้อนควรนอนดึก ฤดูใบไม้ร่วงควรนอนเร็วตื่นเช้า ฤดูหนาวควรนอนเร็วตื่นสาย คำกล่าวโบราณเหล่านี้ ล้วนแฝงไว้ด้วยปัญญาหลายพันปี
ดังนั้น เมื่อถึงช่วงเปลี่ยนฤดู อย่าเพิ่งรีบกินยา ลองถามตัวเองดูก่อนว่า: ฉันพร้อมที่จะต้อนรับฤดูกาลนี้แล้วหรือยัง? หากยังไม่พร้อม ก็เริ่มต้นจากการนอนเร็วขึ้นในคืนนี้เถอะค่ะ/ครับ